คำแสด

5

สมุนไพรในวันนี้คือ คำแสด คำแสด หรือ คำเงาะ เป็น ไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงราว 3-5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงเวียนรอบลำต้น ใบรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดของกิ่ง แต่ละข่อมี 5-10 ดอก สีชมพู มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบรองดอกสีเขียวขนาดเล็ก เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ผลรูปไข่มีขนสีแดงคล้ายผลเงาะ เมื่อผลแก่ จะแตกออก ภายในมีเมล็ดและเปลือกหุ้มสีแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Bixa orellana  L.

ชื่อสามัญ :   Annatto Tree

วงศ์ :   BIXACEAE

ชื่ออื่น :  คำเงาะ  คำแงะ  คำไทย คำแฝด คำยง  ชาตี  จำปู้  ส้มปู้ (เขมร-สุรินทรฒ) ชาด (ภาคใต้) ซิติหมัก (เลย)  มะกายหยุม แสด (ภาคเหนือ) หมากมอง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 3-8 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหนาทึก แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบต้น รูปไข่ โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบบาง เกลี้ยงนุ่ม สีเขียวเหลือบแดง ใบอ่อนมีสีแดง กว้าง 8-10 ซม. ยาว 11-18 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตั้งบริเวณปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมี 5-10 ดอก กลีบดอกรูปไข่ยาว สีขาวแกมชมพูหรือสีชมพูอ่อน กลีบรองดอกมีขนาดเล็ก สีเขียว กลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกอ่อนจะกลม ผิวสีแดง มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก มีเกษรตัวเมีย 1 อัน ภายในมีช่อง 1 ช่อง มีไข่อ่อนจำนวนมาก ผล เป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลม มีขนสีแดงเข้มหนาทึบคล้ายผลเงาะ ผลแก่จัดแตกออกได้ 2 ซีก ภายในมีเมล็ดกลมเล็กๆ สีน้ำตาลแดงจำนวนมาก เนื้อหุ้มเมล็ดมีสีแดงหรือสีแสด

ส่วนที่ใช้ :  เมล็ด ดอก ใบ เนื้อหุ้มเมล็ด เปลือก ราก

สรรพคุณ :

เมล็ด

- ให้สารสีแสด ชื่อสาร Bixin

- ใช้แต่งสีอาหารประเภทไขมัน เช่น ฝอยทอง เนย ไอศครีม

- ใช้ย้อมผ้าฝ้าย หรือ ผ้าไหมได้ด้วย

องค์การอนามัยโลกกำหนดให้รับประทานสีที่สกัดจากเมล็ดคำแสดได้ไม่เกิน 0.065 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อ 1 วัน

- มีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆ ลดไข้ ฝาดสมาน

ดอก

- มีคุณสมบัติเป็นยาบำรุงเลือด แก้โลหิตจาง แก้แสบร้อนคันตามผิวหนัง

- รักษาโรคไตผิดปกติ แก้บิด แก้พิษ ฝาดสมาน

ใบ – แก้ดีซ่าน แก้เจ็บคอ ลดไข้ แก้บิด ขับปัสสาวะ

เนื้อหุ้มเมล็ด – เป็นยาระบายและขับพยาธิ แก้โรคผิวหนัง ใช้แต่งสีอาหาร และเนย

เปลือกราก – ใช้ป้องกันไข้มาเลเรีย ลดไข้ และโรคหนองใน

สารเคมี : ที่พบ

เนื้อหุ้มเมล็ด ให้สีที่เรียกว่า annatto ซึ่งเป็นสีอนุญาตให้ใช้ประกอบอาหารได้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 11

annatto ประกอบด้วยสาร Bixin (C25  H30 O4) สีแสดสด และสาร Bixol (C18  H30 O) สีเขียวเข้ม ใช้แต่งสีอาหารประเภทเนย และเนยเทียม (margarine) สีที่ได้จากเมล็ดคำแสด มีความคงทนและมีสีเข้มกว่าสีที่ได้จากแคโรทีนในต่างประเทศ นิยมใช้กันในผลิตภัณฑ์นม เช่น เนยเหลว เนยแข็ง เป็นต้น นอกจากนั้นยังใช้ผสมในยาขัดหนังที่ให้สีแดงคล้ำ

วิธีเตรียมสีจากเมล็ดคำแสด  : โดยแกะเมล็ดออกจากผลที่แก่จัด แช่น้ำร้อนหมักทิ้งไว้หลายๆ วันจนสารสีตกตะกอน แยกเมล็ดออก นำน้ำสีที่ได้ไปเคี่ยวจนงวดเกือบแห้ง แล้วนำไปตากแดดจนแห้งเป็นผงเก็บไว้ใช้

ขนุน

95

ขนุนในทางภาคอีสานเรียนบักมี่ ภาคเหนือเรียกบ่าหนุน กาญจนบุรีเรียกกระนู ภาษาไทใหญ่เรียก ลาง ขนุนเป็นไม้ผลยืนต้นในวงศ์ Moraceae มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และแพร่หลายมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และได้รับความนิยมมากในคาบสมุทรมลายู ไม่ปรากฏว่าเข้ามายังประเทศไทยเมื่อใด แต่มีกล่าวถึงในเอกสารโบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ชื่อสามัญของขนุนในภาษาอังกฤษคือ jackfruit มาจากภาษาโปรตุเกส jaka ที่เพี้ยนมาจากภาษามาเลย์ chakka หรือภาษามาลายาลัม ขนุนมีผลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นานๆครั้งถึงจะมีผลที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 25 ซม.

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Artocarpus heterophyllus  Lam.

ชื่อสามัญ :   Jack fruit tree

วงศ์ :  MORACEAE

ชื่ออื่น :  ขะนู (ชอง-จันทบุรี) ขะเนอ (เขมร) ซีคึย, ปะหน่อย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)  นะยวยซะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)  นากอ  (มลายู-ปัตตานี) เนน (ชาวบน-นครราชสีมา) มะหนุน (ภาคเหนือ,ภาคใต้) ล้าง,ลาน (ฉาน-เหนือ)  หมักหมี้ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) หมากกลาง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :  ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูง 15 – 30 เมตร ลำต้นและกิ่งเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนมไหล ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปรี ขนาดกว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 10 – 15 เซนติเมตร ปลายใบทู่ ถึงแหลม โคนใบมน ผิวในด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบหนาผิวใบด้านล่างจะสากมือ ดอก เป็นช่อแบบช่อเชิงสดแยกเพศอยู่รวมกัน ดอกเพศผู้เรียกว่า “ส่า” มักออกตามปลายกิ่ง ดอกเพศเมียจะออกตามกิ่งใหญ่และตามลำต้นยอดเกสรเพศเมีย เป็นหนามแหลม การออกดอก จะออกปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม และเมษายน – พฤษภาคม  ส่วนของเนื้อที่รับประทานเจริญมาจากกลีบดอก ส่วนซังคือกลีบเลี้ยง ผล เป็นผลรวมมีขนาดใหญ่

ส่วนที่ใช้ :  ยวง เมล็ด แก่นของขนุน ส่าแห้งของขนุน ใบ

สรรพคุณ :

ยวงและเมล็ด – รับประทานเป็นอาหาร

แก่นของขนุน – ต้มย้อมผ้าให้สีน้ำตาลแก่

ส่าแห้งของขนุน – ใช้ทำชุดจุดไฟได้

แก่นขนุนหนังหรือขนุนละมุด – มีรสหวานชุ่มขม บำรุงกำลังและโลหิต ทำให้เลือดเย็น สมาน

ใบขนุนละมุด – เผาให้เป็นถ่านผสมกับน้ำปูนใสหยอดหู แก้ปวดหู และหูเป็นน้ำหนวก

ไส้ในของขนุนละมุด – รับประทานแก้ตกเลือดทางทวารเบาของสตรีที่มากไปให้หยุดได้

แก่นและเนื้อไม้ – รับประทานแก้กามโรค

กรรณิการ์

15

ต้นกรรณิการ์นั้นเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้จากตอนเหนือของปากีสถานและเนปาลไปทางใต้ถึงตอนเหนือของอินเดียและตะวันออกเฉียงใต้ของไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Nyctanthes arbor-tristis  L.

ชื่อสามัญ :   Night blooming jasmine

วงศ์ :   OLEACEAE

ชื่ออื่น :  กณิการ์ , กรณิการ์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :  ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2 เมตร กิ่งเป็นสี่เหลี่ยม มีขนสาก ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้าง 2-6 ซม. ยาว 3.5-10 ซม. ปลายแหลมหรือยื่นเป็นติ่งแหลม โคนมน ขอบเรียบหรือจักแหลมใกล้ๆ โคนใบ แผ่นใบหนาสากมือ มีขนแข็งตามแผ่นใบและเส้นใบ ตามขอบใบอาจมีขนแข็งๆ เส้นแขนงใบข้างละ 3-4 เส้น ปลายเส้นจรดกันก่อนถึงขอบใบ ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ช่อดอกออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาว 1.2-2 ซม. มีใบประดับรูปคล้ายใบเล็กๆ 1 คู่ที่ก้านช่อดอก แต่ละช่อมี 3-7 ดอก กลิ่นหอม บานตอนเย็นและจะร่วงในเช้าวันรุ่งขึ้น ไม่มีก้านดอก แต่ละดอกมีใบประดับ 1 ใบ ดอกตูมมีกลีบดอกเรียงซ้อนกันและบิดเป็นเกลียว กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน ติดกันเป็นหลอดรูปกรวยปลายตัดหรือหยักตื้นๆ 5 หยัก ด้านนอกมีขน ด้านในเกลี้ยง กลีบดอกโคนติดกันเป็นหลอดสีแสด ยาว 1.1-1.3 ซม. ด้านนอกเกลี้ยง ด้านในมีขนยาวๆ สีขาวที่โคนหลอด ปลายหลอดแยกเป็นกลีบสีขาว 5-8 กลีบ แต่ละกลีบยาว 0.9-1.1 ซม. โคนกลีบแคบ ปลายกลีบกว้างและเว้าลึก เกสรเพศผู้ 2 อัน ติดอยู่ภายในหลอดกลีบดอกตรงบริเวณปากหันด้านหน้าเข้าหากัน ก้านชูอับเรณูเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับหลอดดอก รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ กลม มี 2 ช่อง มีออวุลช่องละ 1 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียมีอันเดียว ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่มมีขน ผลรูปไข่หรือกลม ค่อนข้างแบน ปลายมีติ่งสั้นๆ

ส่วนที่ใช้ :  ต้น ใบ ดอก ราก ก้านดอก

สรรพคุณ :

ต้น – รับประทานแก้ปวดศีรษะ

ใบ -  บำรุงน้ำดี

ดอก – แก้ไข้ และแก้ลมวิงเวียน

ราก – แก้อุจจาระเป็นพรรดึก บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ลม แก้ผมหงอกบำรุงผิวหนังให้สดชื่น

ก้านดอกสีแดงแสด (สีส้ม) – คั้นเอาน้ำไปทำสีขนมหรือสีย้อมผ้าได้ดี

วิธีและปริมาณที่ใช้ – ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำ เติมน้ำคั้นเองาแต่น้ำ 1 ถ้วยแก้ว แบ่งรับประทาน 4 ครั้ง เป็นยาขม เจริญอาหาร

สารเคมี – กลุ่ม Carotenoid

สบู่เลือด

6

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Stephania pierrei  Diels

วงศ์ :   MENISPERMACEAE

ชื่ออื่น :  บัวกือ (เชียงใหม่, เพชรบุรี)  บัวเครือ (เพชรบูรณ์) บัวบก (กาญจนบุรี,นครราชสีมา) เปล้าเลือดเครือ (ภาคเหนือ) สบู่เลือด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก มีหัวใต้ดินีขนาดใหญ่  กลมแป้น เปลือกหัวสีน้ำตาล เนื้อในสีขาวนวล รสชาติมันและเฝื่อนเล็กน้อย ลำต้นแทงขึ้นจากหัว โค้งงอลงสู่พื้นดิน เป็นไม้กึ่งเลื้อยทอดยาวได้ประมาณ 3-5 เมตร ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปเกือบกลม หรือ กลมคล้ายใบบัว แต่จะมีขนาดเล็กกว่า เส้นผ่าศูนย์กลางใบประมาณ 3-6  ซม.  ก้านใบยาว 2-3.5  ซม. ติดที่กลางแผ่นใบ ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบ เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ รูปขอบขนาน สีเหลือง ไม่มีกลีบดอก ผลมีลักษณะเป็นทรงกลม มี 1 เมล็ด รูปเกือกม้า

ส่วนที่ใช้ :  หัว ก้าน ต้น ใบ ดอก เถา

สรรพคุณสบู่เลือด :

ต้น -  กระจายลมที่แน่นในอก

ใบ - บำรุงธาตุไฟ ใส่บาดแผลสดและเรื้อรัง

ดอก - ฆ่าเชื้อโรคเรื้อน ทำให้อุจจาระละเอียด

เถา - ขับโลหิตระดู  ขับพยาธิในลำไส้

หัว, ก้าน - แก้เสมหะเบื้องบน ทำให้เกิดกำลัง บำรุงกำหนัด

ราก - บำรุงเส้นประสาท

วิธีใช้สบู่เลือด

1. หัวกับก้านรับประทานกับสุรา ทำให้หนังเกิดอาการชาอยู่ยงคงกระพัน ถูกเฆี่ยน ตีไม่เจ็บไม่แตก พวกนักดื่มนิยมกันนัก

2. หัวหั่นเป็นชิ้นบางๆ สัก 3 แว่น ตำโขลกกับน้ำซาวข้าวหรือสุราก็ได้ให้ละเอียดๆ แล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่ม ประมาณ 1 ถ้วยชา เช้า-เย็น และก่อนนอน แก้ตกเลือดของสตรี แก้มุตกิด ระดูขาว หรือตกขาวได้อย่างชงัด เป็นผลมากแล้ว

สลอด

41

ชื่ออื่น : บะกั้ง (แพร่) มะข่าง มะคัง มะตอด หมากทาง หัสคืน (ภาคเหนือ) ลูกผลาญศัตรู สลอดต้น หมากหลอด (ภาคกลาง) หมากยอง (แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Croton tiglium L.

ชื่อสามัญ : Purging Croton, Croton Oil Plant

วงศ์ : EUPHORBIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ไม้พุ่ม สูง 3-6 ม. ต้นเกลี้ยง

ใบเดี่ยวรูปไข่ เรียงสลับกัน ปลายใบแหลม ฐานใบกลม ขอบใบหยัก แบบซี่ฟัน มีเส้นใบ 3-5 เส้น ที่ฐานใบมีต่อม 2 ต่อม เนื้อใบบาง ก้านใบเรียวเล็ก

ดอกเล็ก ออกเดี่ยว ๆ หรือออกเป็นช่อที่ยอด ใบประดับมีขนาดเล็ก ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน หรืออยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ มีขนรูปดาว กลีบรองกลีบดอก 4-6 กลีบ ปลายกลีบมีขน กลีบดอก 4-6 กลีบ ขอบกลีบมีขน ฐานดอกมีขน และมีต่อมจำนวนเท่ากันและอยู่ตรงข้ามกันกับกลีบรองกลีบดอก เกสรผู้มีจำนวนมาก ก้านเกสรไม่ติดกัน เมื่อดอกยังอ่อนอยู่ ก้านเกสรจะโค้งเข้าข้างใน ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบดอกรูปไข่ มีขนที่โคนกลีบ ไม่มีกลีบดอก หรือถ้ามีก็เล็กมาก รังไข่มี 2-4 ช่อง

ผลแก่จัดแห้งและแตก รูปขอบขนานหรือรี กว้าง 1-1.5 ซม. ยาวประมาณ 2 ซม. หน้าตัดรูปสามเหลี่ยมมนๆ เมล็ดรูปขอบขนานแกมรูปรี สีน้ำตาลอ่อน (ลีนา ผู้พัฒนพงศ์, 2530)

ส่วนที่ใช้ : ใบ ดอก ผล เมล็ด เปลือก ราก

สรรพคุณ

ใบ – แก้ตะมอย แก้ไส้ด้าน ไส้ลาม (กามโรคที่เกิดเนื้อร้ายจากปลายองค์กำเนิดกินลามเข้าไปจนถึงต้นองค์กำเนิด)

ดอก – ฆ่าเชื้อโรคกลากเกลื้อน แก้คุดทะราด

ผล – แก้ลมอัมพฤกษ์ ดับเดโชธาตุ มีให้เจริญ

เมล็ด – เป็นยาถ่ายอย่างแรง ถ่ายร้อนคอ ปวดมวน ก่อนใช้ต้องทำการประสะก่อน (อันตราย)

เปลือกต้น – แก้เสมหะอันคั่งค้างอยู่ในอกและลำคอ

ราก – แก้โรคเรื้อน ถ่ายเสมหะ ถ่ายโลหิตและลม

วิธีการใช้

ส่วนใบ – ก่อนจะนำมาผสมยา ให้นึ่งเสียก่อน

เมล็ด – เป็นยาถ่ายอย่างแรง การใช้เมล็ดเป็นยาถ่ายต้องระวังมาก เพราะน้ำมันในมเล็ดสลอดมีพิษร้อนคอ ไข้ปวดมวนและระบายจัด ก่อนใช้ผสมยา ต้องคั่วจนเกรียมให้หมดน้ำมันเสียก่อน อีกวิธีหนึ่งเอาเมล็ดใส่ในข้าวสุกปั้นเป็นก้อนแล้วต้มให้นานๆ จึงใช้ผสมยา อีกวิธีหนึ่งต้องเอาเมล็ดสลอดใส่ปากไหปลาร้า ทิ้งไว้ 3 วัน จึงเอาขึ้นมาตากแห้งใช้ผสมยาได้เมื่อจะทำยาระบาย ต้องมียาคุมฤทธิ์ไว้ให้ดี มิฉะนั้นจะมีคลื่นเหียน ปวดมวนไชท้องอย่างยิ่ง ฉะนั้น การใช้สลอดนี้ ถ้ายาคุมฤทธิ์ไว้ได้ดีก็จะเป็นยาวิเศษขนานหนึ่ง แต่ถ้าวิธีคุมฤทธิ์ไว้ไม่ดีก็อย่าบังควรใช้เลย ให้ใช้ยาขนานอื่นแทน

กระชาย

52

ถ้าพูดถึง กระชาย น้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะแทบทุกบ้าน ล้วนใช้สมุนไพรนี้ ปรุงเป็นอาหารอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะ คนที่ชอบรับประทานอาหาร ที่มีรสชาติเผ็ดร้อน ต้องรู้จักเป็นอย่างดี เรียกว่า กระชายนี่อยู่คู่ครัวคนไทยมานานมากแล้ว แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่าประโยชน์ที่แท้จริงของกระชาย ว่ามีผลดีต่อร่างกายของเรายังไงบ้าง วันนี้เราเลยเอาข้อมูล เรื่องประโยชน์ และสรรพคุณของกระชายมาเล่าสู่กันฟัง แต่ต้องทราบก่อนนะครับว่า กระชาย ที่จะพูดถึงคือ กระชายเหลือง ที่เราใช้ทำกับข้าว ไม่ใช่ กระชายดำ ที่กำลังเป็นที่นิยมกัน ในขณะนี้ ทั้งๆที่ กระชายเหลือง มีประโยชน์มากกว่า กระชายดำ และราคาก็ถูกกว่า แต่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่ากระชายดำมีประโยชน์มากกว่า ทีนี้เราลองมาดู สรรพคุณ ของกระชายเหลืองกันว่ามันดียังไง

กระชาย มีสรรพคุณมากมาย ดุจเดียวกับโสม จนถูกขนานนามว่าเป็น โสมไทย หรือ ราชาแห่งสมุนไพร  ซึ่งสารออกฤทธิ์จะหมุนเวียนไปทั่วร่าง แต่จะระบายออกตามธรรมชาติได้ ส่วน โสม ถ้าดื่มกิน เป็นประจำ จะค้างติดหมุนเวียน อยู่ในกระแสเลือด ไม่มีการขับถ่ายออก จนอาจเกิดโทษในภายหลัง คือ เลือดจะเหนียว ข้น ระบบการใหลเวียนของโลหิต จะติดขัด ชาวจีนจึงเริ่มหันมาทานกระชายกันมากขึ้น แล้วเราคนไทยยังจะหาซื้อโสมมาทานกันอีกหรือ?

สรรพคุณของกระชาย

- ในน้ำกระชาย 1 แก้ว  มีคุณค่าสูงกว่านม 1 แก้วหลายๆเท่า มีวิตามิน ซี บี 1 บี 3 บี 5 และแคลเซี่ยม

- ช่วยให้ เส้นผมแข็งแรง ผมขาวกลับดำ ผมบางกลับหนา มีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง  กระดูกไม่เปราะบาง

- ช่วยบำรุงหัวใจ ระบบกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง  เต้นสม่ำเสมอ  ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น

- ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคกระเพาะ ช่วยขับลม แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยเจริญอาหาร

- แก้โรคในช่องปากและคอ แก้โลหิตเป็นพิษ ถอนพิษต่างๆ แก้ปวดมวนในท้อง แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับปัสสาวะ เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร รักษาแผลในปาก กลาก เกลื้อน

- บำรุงสมอง เพราะช่วยให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น ถ้ากินคู่กับใบบัวบก จะบำรุงสมองได้โดยตรง   ต้องกินเป็นประจำเพื่อป้องกันความจำเสื่อม

- ปรับสมดุลของความดันโลหิตให้พอดี  ไม่ให้สูงมากหรือต่ำมากเกินไป

- ช่วยบำรุงตับไตให้แข็งแรง ช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้น ดูแลระบบมดลูก  รังไข่  กระเพาะปัสสาวะ  ดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง

- ช่วยฟื้นฟูต่อมไร้ท่อต่างๆ เช่น ต่อมไธรอยต์  ต่อมใต้สมอง  ต่อมหมวกไต  และตับอ่อน  เมื่อต่อมไธรอยต์ปกติดีจะไม่เป็นโรคคอพอก  และยังมีส่วนในการช่วยลดกรดยูริค

- ช่วยบำรุงมดลูก แก้ตกขาว ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนแอสโตรเจน ในเพศหญิง  เนื่องจาก ถ้าผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศหญิงในตัวมากเกินไปก็อาจเป็นมะเร็งเต้มนม หรือถ้ามีน้อยไปก็อาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูก ช่วยซับน้ำคาวปลา สตรีหลั่งคลอดบุตร

- ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ในเพศชาย ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต แก้ปัญหาไส้เลื่อน ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง ทำให้กระปรี้กระเปร่า และใช้บำบัดโรคกามตายด้าน ทำให้กระชุ่ม กระชวย มีกำลัง เสริมสมรรถทาพทางเพศอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

- เมื่อทราบถึงประโยชน์และสรรพคุณของกระชายแล้ว คงไม่ต้องเสียเงินไปซื้อโสมราคาแพงมาทานแล้วมั้ง กระชายบ้านเรานี่แหละ สุดยอดแล้วครับ ถ้าอยากลองทำทานเองก็อ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิธีทำน้ำกระชายทานเอง นะครับ

ขิง

6

ขิง (อังกฤษ: Ginger) เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นหอมเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นสองแถว ใบรูปหอกเกลี้ยงๆ กว้าง 1.5 – 2 ซม. ยาว 12 – 20 ซม. หลังใบห่อจีบเป็นรูปรางนำปลายใบสอบเรียวแหลม โคนใบสองแคบและจะเป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม ตรงช่วงระหว่างกาบกับตัวใบจะหักโค้งเป็นข้อศอก ดอก สีขาว ออกรวมกันเป็นช่อรูปเห็ดหรือกระบองโบราณ แทงขึ้นมาจากเหง้า ชูก้านสูงขึ้นมา 15 – 25 ซม. ทุกๆ ดอกที่กาบสีเขียวปนแดงรูปโค้งๆ ห่อรองรับ กาบจะปิดแน่นเมื่อดอกยังอ่อน และจะขยายอ้าให้ เห็นดอกในภายหลัง กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอก มีอย่างละ 3 กลีบ อุ้มน้ำ และหลุดร่วงไว โคนกลีบดอกม้วนห่อ ส่วนปลายกลีบผายกว้างออกเกสรผู้มี 6 อัน ผล กลม แข็ง โต วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม.

ขิงมีอยู่หลายชื่อ ตามแต่ละถิ่น ได้แก่ ขิงแกลง, ขิงแดง (จันทบุรี), ขิงเผือก (เชียงใหม่), สะเอ (แม่ฮ่องสอน)), ขิงบ้าน, ขิงแครง, ขิงป่า, ขิงเขา, ขิงดอกเดียว (ภาคกลาง), เกีย (จีนแต้จิ๋ว)

สรรพคุณ

เหง้า : รสหวานเผ็ดร้อน ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน แก้หอบไอ ขับเสมหะ แก้บิด เจริญอากาศธาตุ สารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ใช้เหง้าแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ เหง้าสด ตำคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำมะนาว เติมเกลือเล็กน้อย จิบแก้ไอ ขับเสมหะ

ต้น : รสเผ็ดร้อน ขับลมให้ผายเรอ แก้จุกเสียด แก้ท้องร่วง

ใบ : รสเผ็ดร้อน บำรุงกำเดา แก้ฟกช้ำ แก้นิ่ว แก้ขัดปัสสาวะ แก้โรคตา ฆ่าพยาธิ

ดอก : รสเผ็ดร้อน แก้โรคประสาทซึ่งทำให้ใจขุ่นมัว ช่วยย่อยอาหาร แก้ขัดปัสสาวะ

ราก : รสหวานเผ็ดร้อนขม แก้แน่น เจริญอาหาร แก้ลม แก้เสมหะ แก้บิด

ผล : รสหวานเผ็ด บำรุงน้ำนม แก้ไข้ แก้คอแห้ง เจ็บคอ แก้ตาฟาง เป็นยาอายุวัฒนะ

แก่น : ฝนทำยาแก้คัน

ขิงยังมีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย คือ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามินเอและอีกมากมาย ขิงมีฤทธิ์อุ่น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความเย็น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น ในทางยานิยมใช้ขิงแก่ เพราะขิงยิ่งแก่จะยิ่งเผ็ดร้อนและมีใยอาหารมาก นำเหง้าสดย่างไฟให้สุก ตำผสมกับน้ำปูนใสคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือนำเหง้าสดหมกไฟรับประทานเมื่อมีอาการเบื่ออาหาร

คุณค่าทางโภชนาการที่ได้รับจากการรับประทานขิง 100 กรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับพลังงาน 25 กิโลแคลอรี่

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับโปรตีน 0.4 กรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับคาร์โบไฮเดรท 4.4 กรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับไขมัน 0.6 กรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับเส้นใยอาหาร 0.8 กรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับแคลเซียม 18 มิลลิกรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับสารเบต้า-คาโรทีน 10 ไมโครกรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับวิตามินซี 1 มิลลิกรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับสารไธอะมีน 0.02 มิลลิกรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับสารไนอะซีน 1 มิลลิกรัม

- การรับประทานขิง 100 กรัม ได้รับสารไลโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม

ลิ่นทะเล

23

ใครที่มีปัญหาเรื่องสิว แล้วแก้ไม่หาย วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้ด้วยลิ่นทะเลมาฝากกัน ลิ่นทะเลเป็นสัตว์จำพวกหอย อาศัยอยู่ตามริมชายหาด สามารถนำมารักษาสิวได้

วิธีทำ

1. ล้างหน้าให้สะอาด

2. นำเอาลิ่นทะเลมาฝนให้ละเอียด

3. เอามะนาวมาบีบใส่เล็กน้อย แต่ไม่ควรใส่เยอะเพราะเดี๋ยวกรดมะนาวจะกัดหน้า

4. ถ้ามีน้ำผึ้งให้ใส่ลงไปด้วย จะได้ช่วยบำรุงผิวหน้าให้กระชับขึ้น

5. ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาทาที่หน้าบางๆ จะช่วยรักษาสิวได้

เกร็ดความรู้ ลิ่นทะเล

ลิ่นทะเล มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หอยแปดเกล็ด” จัดเป็นสัตว์มีลำตัวอ่อนนิ่มหรือมอลลัสเช่นเดียวกับหอยและหมึกทั่วไป เคยพบอยู่ในชั้นหินที่มีอายุประมาณ 400 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับชนิดที่พบอยู่ในยุคปัจจุบันมาก

รูปร่างของลิ่นทะเลคล้ายคลึงกับทากดิน ไม่มีส่วนหัวที่ชัดเจน ลำตัวเป็นรูปไข่ ด้านบนโค้งนูน และมีเปลือกคล้ายเกล็ดจำนวน 8 แผ่นเรียงซ้อนกันจากด้านหน้าไปยังด้านท้าย คล้ายกระเบื้องมุงหลังคา ยกเว้นบางชนิดเกล็ดอาจเรียงต่อกันเป็นแถว รอบๆ เกล็ดเป็นแมนเติลที่ปกคลุมด้วยหนามสั้นๆ ด้านล่างตรงกลางมีกล้ามเนื้อเท้ารูปไข่เป็นพื้นแบนเรียบ ช่วยในการเคลื่อนที่ ด้านนอกรอบเท้ามีแมนเติลและมีร่องอยู่ระหว่างเท้ากับแมนเติล ภายในร่องมีเหงือกที่ใช้หายใจ

ปากของลิ่นทะเลอยู่ทางด้านหน้า ภายในปากมีแผ่นลิ้นใช้ในการขูดสาหร่าย ไลเคนซ์กินเป็นอาหาร ถิ่นที่อยู่ของลิ่นทะเลที่สามารถพบเห็นได้คือ โขดหินริมชายฝั่งและรอบเกาะ ตามปกติแล้วลิ่นทะเลมักออกหาอาหารตอนกลางคืน ส่วนในเวลากลางวันจะเกาะอยู่กับที่ตามซอกหินเพื่อการพรางตัวและให้ปลอดภัยจากศัตรู

สัตว์ที่อาจจับลิ่นทะเลกินได้ คือ ปูใบ้หรือปูหินซึ่งมีก้ามแข็งแรงสามารถหนีบให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ การหลบเข้าไปอยู่ตามซอกหินในเวลาน้ำทะเลลดลงตอนกลางวัน จึงเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างหนึ่ง

ว่านหางจระเข้

4

สมุนไพรไทย ๆ ที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายกับหางแหลม ๆ ของจระเข้ จนได้ชื่อเรียกที่บ่งบอกถึงลักษณะได้ดีว่า ว่านห่างจระเข้ คืออีกหนึ่งพรรณไม้ไทยที่นิยมปลูกไว้ติดบ้าน นอกจากจะใช้ประดับตกแต่งเพื่อความสวยงามแล้ว สรรพคุณต่าง ๆ ของว่านหางจระเข้ยังคุ้มค่าอีกด้วย ส่วนจะมีทีเด็ดขนาดไหนนั้น เราไปทำความรู้จักกับว่านหางจระเข้ให้มากขึ้นกันดีกว่า ..

ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) คือ พืชชนิดหนึ่งที่ถูกจัดอยู่ในประเภทพืชล้มลุก สีเขียว มีลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้อง ใบเดี่ยว ใบหนายาวและโคนใบใหญ่ ปลายแหลม ขอบใบมีหนามห่างกันเป็นระยะ เรียงเป็นชั้น ข้างในใบเป็นวุ้นใสสีเขียวอ่อน มีเมือกเหนียว สามารถออกดอกสีแดงอมเหลืองที่ปลายยอดได้ มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตอนใต้ของทวีปแอฟริกา สามารถปลูกได้ง่ายในดินทราย หรือในกระถางก็ได้ เป็นพืชชอบน้ำ แต่ต้องมีทางระบายน้ำได้ดี ป้องกันไม่ให้อมน้ำมากเกินไปจนรากเน่า

สรรพคุณว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้นั้น จัดเป็นพืชที่มีสรรพคุณต่าง ๆ มากมาย สามารถใช้บรรเทาโรคทั้งภายนอกและภายในร่างกาย อีกทั้งยังใช้บำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย ดังนี้

 ประโยชน์ภายนอก

1.รักษาแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก โดยปอกเปลือกนอก นำวุ้นสดภายในใบไปล้างยางออกให้สะอาด แล้วนำไปประคบแผลตลอด 2 วันแรก จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน สมานแผลให้เร็วขึ้น และไม่ทิ้งร่องรอยแผลเป็นอีกด้วย

2.ป้องกันและบรรเทารอยไหม้จากการออกแดด นำใบสด ๆ ของว่านหางจระเข้ผสมกับโลชั่นทาลงบนผิวหนังก่อนออกแดด จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ แต่ถ้าหากเกิดรอยไหม้ขึ้นบนผิวหนังหลังออกแดดแล้ว ให้ใช้วุ้นที่ล้างสะอาดมาทาเพื่อลดอาการอักเสบ ถ้าจะให้ดีลองผสมกับน้ำมันพืช หรือ น้ำมันมะกอก เพื่อลดอาการผิวแห้งตึงจนเกินไป

3.บรรเทารอยไหม้จากการฉายรังสีของผู้ป่วย โดยใช้วิธีการนำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ล้างสะอาดมาประคบที่รอยไหม้จากการทำคีโม จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน และทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

4.สมานแผลจากของมีคมและแผลถลอก หากได้รับบาดเจ็บจากของมีคม ใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ที่ยังมีเมือกอยู่ แปะลงไปบนแผล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสมานแผลให้เร็วขึ้นได้

5.รักษาฝีและโรคริดสีดวงทวาร ทำความสะอาดบริเวณที่เกิดโรคให้แห้งแล้ว นำวุ้นไปแปะลงบนแผล หากเป็นทวารหนักให้ปอกวุ้นให้เป็นแท่งแล้วล้างให้สะอาด นำไปแช่เย็นให้แข็ง เพื่อสอดเหน็บในช่องทวารหนักวันละ 1-2 ครั้ง อาการริดสีดวงจะดีขึ้น

ประโยชน์ภายใน

1.บรรเทาอาการปวดข้อ นำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ล้างทำความสะอาดแล้วไปแช่ตู้เย็น และรับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวดตามข้อต่าง ๆ โดยสามารถใช้ได้ทั้งเนื้อวุ้น และน้ำวุ้น หากอยากให้รับประทานง่ายขึ้น สามารถนำไปปั่นเป็นน้ำว่านหางจระเข้ ก็ช่วยบรรเทาอาการได้เช่นกัน

2. ใช้เป็นยาถ่าย โดยเลือกตัดว่านหางจระเข้พันธุ์เฉพาะที่ใบใหญ่และมีน้ำยางสีเหลืองในปริมาณมาก อายุประมาณ 9 เดือนขึ้นไป รองน้ำยางที่ไหลออกมาจากใบ แล้วนำไปเคี่ยวให้ข้น เทลงในพิมพ์ขนาดเล็กให้แข็งเป็นก้อนรับประทานเป็นยาได้ ซึ่งเม็ดยาจะมีสีแดงอมน้ำตาลไปจนถึงดำ เรียกว่า ยาดำ แบ่งรับประทานครั้งละประมาณ 0.25 กรัม (250 มิลลิกรัม) จะเป็นขนาดที่เหมาะสมในการใช้เป็นยาถ่าย หากต้องการรับประทานแบบสด ๆ ก็สามารถทำได้ โดยการตัดวุ้นที่ล้างสะอาดแล้วออกเป็นขนาด 3-4 เซ็นติเมตร แบ่งรับประทานวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร

3. แก้กระเพาะอักเสบและลำไส้อักเสบ ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ นำวุ้นที่ได้ไปล้างให้สะอาด แล้วนำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของทางเดินอาหารได้

4. ป้องกันโรคเบาหวาน ตัดเนื้อว่านหางจระเข้ความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร นำไปรับประทานทุกวัน หรือจะปั่นเป็นน้ำว่านหางจระเข้ เพื่อรับประทานก็ได้ โดยอาการเบาหวานจะทุเลาลงสำหรับผู้ที่เป็นในระยะแรก ส่วนผู้ที่ต้องการรับประทานเพื่อป้องกัน สามารถรับประทานในปริมาณที่น้อยลงได้

รู้จักสรรพคุณและสูตรต่าง ๆ ของว่านหางจระเข้กันแล้ว คงต้องเตรียมหาว่านสารพัดประโยชน์ชนิดนี้มาปลูกไว้คู่บ้านกันบ้างแล้วล่ะ รับรองได้ว่าคุ้มเกินคุ้มจริง ๆ

สาบเสือ

6

สาบเสือ

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าเมืองวาย, หญ้าดอกขาว, หญ้าลืมเมือง, หญ้าเมืองฮ้าง, หญ้าเหม็น, หญ้าฝรั่งเศส, หญ้าเครื่องบิน, ปวยกีเช่า, เฮียงเจกลั้ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eupatorium odoratum Linn.

วงศ์ : COMPOSITAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขามากมาย จนดูเป็นทรงพุ่ม ตามลำต้นและกิ่งก้านจะมีขนนุ่มประปราย ลำต้นสูงประมาณ 3-5 ฟุต

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ปลายแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ตัวใบจะมีขนปกคลุมทั่วทั้งใบ มีสีเขียวขนาดของใบกว้างประมาณ 1-2.5 นิ้วยาว 2-4 นิ้ว ก้านใบยาว 1-2 นิ้วมีขนปกคลุมด้วย

ดอก : ออกเป็นช่อ อยู่ตรงส่วนยอดของต้น ลักษณะของดอกที่โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอด และตรงปลายจะแยกออกเป็น 5 กลีบ สีน้ำเงินอมม่วงอ่อน หรือสีขาวม่วง

ผล : มีขนาดเล็ก แห้ง เรียวบาง มีสีดำ ซึ่งผลนี้จะเป็นสัน หรือเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม ยาวประมาณ 4 มม.

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่เจริญงอกงามได้รวดเร็วมาก ไม่ว่าที่ไหนหรือดินชนิดใดก็ขึ้นได้ ชอบความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ใบ

สรรพคุณ :

ทั้งต้น มีกลิ่นหอมแรง ใช้เป็นยาฆ่าแมลง แต่ถ้านำมาใช้แต่น้อยก็เป็นน้ำหอมได้ดีอีกด้วย

ใบ นำมาตำผสมกับปูนพอกห้ามเลือด และช่วยกระตุ้นการทำงานหรือควบคุมการหด ตัวของลำไส้สัตว์ และมีผลต่อมดลูกของสัตว์